วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

ผู้แทนของปวงชน?


วันนี้ข่าวจากสื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรื่องของพลพรรคเสื้อแดงที่แห่แหนกันเข้าไปในประเทศกัมพูชา แจ้งว่าเพื่อไปร่วมดูฟุตบอลระหว่างคนของพรรคเพื่อไทยกับพลพรรคของนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของที่นั่น โดยโปรโมทว่าเป็นการแข่งขันเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างเพื่อนบ้าน(ซึ่งคนไทยกว่าค่อนประเทศไม่ได้นึกคิดเห็นพ้องด้วยแม้แต่น้อย) และที่สำคัญระดมแกนนำคนเสื้อแดงไปกันพร้อมหน้า ไม่เว้นแม้แต่ ส.ส.สังกัดคนเสื้อแดงบางคนของประเทศไทย เป็นความคึกคัก ร่าเริงที่ทุกคนให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือล้น โดยไม่ใยดีต่อประชาชนค่อนประเทศที่ถูกน้ำท่วมจนมิดจมูกเลยแม้แต่น้อย สมควรแล้วหรือที่จะยืนหยัดเชิดหน้าแสดงตนว่าเป็นผู้แทนราษฎรของประเทศไทย

ผู้ที่ได้ชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยปกติก็จะต้องกระทำในสิ่งที่ถือว่าเป็นความต้องการของประชาชนและให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นลำดับแรก ไม่ใช่กล่าวอ้างไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(ที่ไม่เคยกินเส้นกันเลยตลอดมา ยกเว้นพวกที่ค้าขายร่วมกันหรือมีผลประโยชน์ผูกพันกัน) แต่ก็นั่นแหละ บรรดา ส.ส.กลุ่มนี้เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จึงไม่ได้เป็นที่ต้องการของประชาชนอยู่แล้วเพียงแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาตามระเบียบวิธีทางกฎหมายเท่านั้น การกระทำทุกอย่างจึงเป็นไปตามที่ตนต้องการจะทำเท่านั้น เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยไม่อยู่ในความคิด เพราะไม่มีผลต่อคำแหน่งหน้าที่แต่อย่างใด แต่การกระทำทุกอย่างเพื่อสนองนโยบายของเจ้าชีวิตที่พวกตนเคารพบูชานั่นสามารถสร้างฐานะที่ร่ำรวย และสร้างความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานให้กับพวกตนได้ดีกว่า

เป็นที่น่าละอายอย่างยิ่งที่ได้พบเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศต่างระดมความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยอย่างเร่งรีบ แม้แต่หน่วยงานภาคเอกชน หรือประชาชนต่างท้องถิ่นที่บริจาคสิ่งของเท่าที่จะแบ่งปันได้ไปสู่ท้องถิ่นที่ประสบภัย โดยละทิ้งภารกิจประจำของตนโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบากแม้บางครั้งจะทำให้สูญเสียรายได้ประจำที่เคยได้รับ แต่ทุกคนก็พร้อมที่อุทิศแรงกายแรงใจเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ตรงกันข้ามกับ บรรดา ส.ส.ของประชาชนที่เดินทางออกไปนอกประเทศหันหลังให้กับน้ำตาของประชาชน เพียงมุ่งหวังประจบสอพลอผู้เป็นเจ้านายของตนโดยปราศจากความละอายใจแม้แต่น้อย ว่าตัวเองคือ ส.ส.ของคนไทย ที่ไม่เคยมีความสำนึกในความเป็นผู้รับใช้ประชาชน

ความแตกแยกร้าวฉานในแผ่นดินเกิดจากความเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ของใครบางคน ที่มองความระส่ำระสาย เป็นเหมือนโอกาสทองในการสร้างความร่ำรวยให้กับตนด้วยวิถีทางทางการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเมือง (โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักจริยธรรม คุณธรรม หรือความยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้น) ในขณะเดียวกันก็เผื่อแผ่ผลประโยชน์ส่วนน้อยเพียงบางส่วนกระจัดกระจายออกไปสู่ข้ารับใช้ให้ทั่วถึงเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในเรื่องความชอบธรรมจากการต่อต้านของบุคคลบางกลุ่ม

บุคคลประเภทนี้ แม้นถูกผืนแผ่นดินกลบหน้า ก็ยังไม่มีสามัญสำนึกตลอดกาล

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

สังคมสีดำ


สองสามวันที่ผ่านมาเดินสายหาประสบการณ์ในพื้นที่สีดำของโลกอินเตอร์เน็ต ได้พบเห็นเรื่องราวมากมายที่สรุปได้ว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของความเป็นมนุษย์อย่างที่สุด นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเราเองแต่เชื่อแน่ว่าหากใครเข้าไปดูมาแล้วก็คงมีความรู้สึกเหมือนๆ กัน เพราะในโลกสีดำนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความเลวร้ายจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ มีทั้งเรื่องเพศ การทารุณกรรม การฆาตกรรม เป็นทั้งภาพและวิดีโอที่เป็นของหลอกลวงที่ทำขึ้นมา และที่เป็นของจริง

พื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเหนือการควบคุมขององค์กรใดๆ ในโลกนี้ เป็นพื้นที่เครือข่ายที่จัดขึ้นมาเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับและสภาพบังคับทางกฎหมายของทุกประเทศโดยสิ้นเชิง จึงเปิดเสรีทางการแสดงออกอย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แต่ก็เชื่อว่าคงจะมีการเฝ้าจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิดจากองค์กรของรัฐในบางประเทศที่มีขีดความสามารถพอเพียงในการต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกป้องประชาชนจากภัยที่อาจจะได้รับมาเพราะความเสรีเช่นนี้

นั่นคือมูลเหตุสำคัญที่ต้องนำมาพูดถึงด้วยความเป็นห่วงเยาวชนของบ้านเราที่อ่อนด้อยต่อสามัญสำนึก คล้อยตามสิ่งจูงใจได้ง่ายดายเหมือนกับการถูกสนตะพายโดยไม่มีความคิดที่จะต่อต้านขัดชืน และเชื่อว่าคงจะมีบางส่วนที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่สีดำนี้ ใช้ชีวิตไปในแนวทางของความอิสระไร้ขีดจำกัดโดยลืมตัวตนที่แท้จริงไปโดยสิ้นเชิง ก่อนจะหวนกลับมาสู่โลกของความเป็นจริงด้วยการนำแนวความคิดดังกล่าวติดตัวมาสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับสังคมด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากโลกสีดำนั้น

เมือ่ก่อนพื้นที่นี้อาจมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อการหลบหนีการตรวจจับของหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่เมื่อนานไปกลับทวีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นจนต้องมีการจัดระบบและรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมย่อยๆ และพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมาใช้งานภายในระบบของพื้นที่สีดำโดยเฉพาะ จากนั้นก็ขยายขอบเขตเพิ่่มขีดความรุนแรงมากขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้และบางส่วนก็ทำตัวเป็นขอมดำดินโผล่เข้ามาในโลกของพื้นที่ปกติได้เช่นกันโดยที่ไม่สามารถตรวจจับได้ หากถูกตรวจพบก็จะดำดินไปกบดานในพื้นที่ของตนอย่างปลอดภัย

เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งกับการชยายขอบเขตของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ลงไปจนถึงระดับประถมต้นซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกันในเรื่องเลวร้ายต่างๆ ของสังคม และมั่นใจได้เลยว่าครูผู้สอนย่อมไม่มีความรู้เพียงพอในการควบคุมจำกัดขอบเขตการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างทั่วถึง

ควรจะต้องมีการทบทวนถึงคำว่า เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี ด้วยการกำหนดทิศทางเสียใหม่ให้มีการพัฒนาผู้เรียนให้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเสียก่อนจะก้าวเข้ามาสู่โลกไร้พรมแดน

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สานฝันที่วาดไว้


แท็บเล็ตพีซี
แท็บเล็ตพีซี คือพีซีเคลื่อนที่ที่รวมคุณลักษณะของแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์มือถือเข้าด้วยกัน แท็บเล็ตพีซีเหมือนกับแล็ปท็อป คือมีประสิทธิภาพมากและมีหน้าจอแบบในตัว แท็บเล็ตพีซีเหมือนกับคอมพิวเตอร์มือถือตรงที่อนุญาตให้คุณเขียนบันทึกหรือวาดภาพบนหน้าจอ โดยทั่วไปโดยใช้ ปากกาแท็บเล็ต แทนที่จะเป็นสไตลัส นอกจากนี้ยังสามารถแปลงลายมือของคุณให้เป็นข้อความแบบพิมพ์ได้ แท็บเล็ตพีซีบางเครื่องเป็นแบบ "พับ" โดยมีหน้าจอที่หมุนได้และเปิดออกเพื่อให้เห็นแป้นพิมพ์ที่อยู่ด้านล่างได้
ข้อมูลจาก http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-vista/Introduction-to-computers



แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer หรือ แท็บเล็ต - Tablet
"แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer" หรือเรียกสั้นๆว่า "แท็บเล็ต - Tablet" คือ "เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ในขณะเคลื่อนที่ได้ขนาดกลางและใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก มีคีย์บอร์ดเสมือนจริงหรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด และมีความหมายครอบคลุมถึงโน๊คบุ๊คแบบ convertible ที่มีหน้าจอแบบสัมผัสและมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดติดมาด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนหรือแบบสไลด์ก็ตาม"
แท็บเล็ต - Tablet" จะใช้หน้าจอแบบ capacitive แทนที่ resistive ทำให้สามารถสัมผัสโดยการใช้นิ้วได้โดยตรงและสัมผัสพร้อมกันทีละหลายจุดก็ได้ประกอบกับการใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM แทน



ข้างบนนั่นเป็นข้อมูลทางวิชาการ แต่ที่จะพูดถึงก็คือนโยบาบของรัฐบาลใหม่ล่าสุดของบ้านเราที่ป่าวประกาศไว้ในช่วงของกการเลือกตั้งว่าจะแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนทุกคนตั้งแต่ชั้น ป.1 ขึ้นมาทีเดียว จนถึงชั้น ม.ปลาย ซึ่งน่าจะหมายถึง ม.6 นั่นแหละ (เพราะระดับอุดมศึกษาน่ะแจกโน๊ตบุ๊คไปแล้วในยุคก่อนแต่ไปเก็บเงินเอาจากค่าหน่วยกิตหรือค่าบำรุงการศึกษาแทน ทำให้นักศึกษาต้องสละสิทธิในการรับแจกแล้วไปหาซื้อใช้เอาเองดีกว่า) งานนี้มีเด็กที่ประมาณว่าคงจะราวๆ 12 ล้านคนอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับแจก และมีคนคำนวณงบประมาณคร่าวๆ ในการดำเนินการจัดซื้อไว้ว่าตกอยู่ในช่วงราวๆ หนึ่งแสนล้านบาท มากน้อยอยู่ที่ยี่ห้อล่ะ และถ้ามีการติดตั้งไวไฟหรืออุปกรณ์พ่วงอื่นๆ ให้ด้วยก็จะต้องคำนวณงบประมาณที่จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กับโครงการนี้เพิ่มเข้าไปอีกไม่มากน้อยก็คงประมาณหมื่นล้านบาท(ซึ่งไม่แน่ว่าจะกี่หมื่นล้าน) สรุปแล้วก็น่าดีใจกับเด็กๆ ป.1 ที่มีวาสนาสูงส่งกว่ายุคคนแก่ที่เคยใช้แต่กระดานชนวนหรือแผ่นหินสีดำดำกับดินสอหินเป็นแท่งๆ จนเกือบจบ ป.4 แน่ะถึงมีวาสนาได้เห็นดินสอดำกับกระดาษขาวเป็นครั้งแรกในชีวิต


นโยบายอย่างนี้สร้างความคาดหวังไว้ว่าเทคโนโลยี่จะทำให้เด็กมีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แต่รับรองได้เลยว่ามันไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีความอดทน มีความมานะพยายาม หรือมีคุณธรรมความดีงามทางจิตใจมากขึ้นหรอก กลับกลายเป็นการสร้างเด็กให้ยึดติดอยู่กับวัตถุนิยม และดูถูกตัวเองมากกว่า ว่ามีความรู้เพราะเทคโนโลยี่ไม่ใช่ด้วยความรู้ของตนเอง

ในทางตรงกันข้ามนโยบายนี้ก็จะสร้างผลประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับบริษัทผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ตัวแทนจำหน่าย ร้านซ่อม ร้านขายอะไหล่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง วงการที่มีส่วนสัมพันธ์กับโครงการนี้ .... ไม่อยากคิดเลยว่าจะมีใครบ้างที่ตาลุกเป็นไฟด้วยความอิจฉาเจ้าของโครงการ

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เตรียมพร้อม


วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 เวลา 08.00 - 15.00 น. เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน ซึ่งประชาชนมีโอกาสได้ใช้วิจารณญานในการพิจารณาถึงความเหมาะสมในตัวบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเข้ามาว่าสมควรที่จะได้เข้ามาเป็น ส.ส.หรือไม่ ? บุคคลใดมีพฤติการณ์หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมให้ประชาชนได้รู้เห็นไว้บ้าง ? (เป็นรายชื่อที่พรรคเสนอโดยที่ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกเพื่อคัดออกได้) ดังนั้น หากพรรคการเมืองใด ? ส่งรายชื่อผู้ที่ไม่สมควรจะได้รับโอกาสนั้น ก็สบโอกาสในการเปลี่ยนไปเลือกพรรคอื่นแทน เป็นการลงโทษพรรคการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน(ของพรรค) มากกว่าประโยชน์ส่วนรวมหรือเพื่อประเทศชาติ หากเห็นว่าแต่ละพรรคมีคนประเภทนี้คละเคล้าอยู่ก็พยายามเลือกพรรคที่มีคนประเภทนี้น้อยที่สุด หรือไม่ก็โหวตโนไปซะเลยก็เป็นสิทธิของเรา

ส่วนที่ 2 เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 375 คน ส่่วนนี้เลือกง่ายเพราะแต่ละคนก็มีสิทธเลือกได้เพียง 1 คนจากจำนวนผู้สมัครทั้งหมดในเขตเลือกตั้งของตน ถ้าหากไม่สามารถกัดฟันเลือกได้ก็เลือกช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนเป็นอันจบเรื่องด้วยความสบายใจ เพื่อรักษาิสิทธิอันเป็นของเราที่พึงสงวนไว้สำหรับคนดีในใจเราเท่านั้น ถ้าหากมีคนได้รับเลือกตั้งเข้าไปด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่มีอยู่ ท่านผู้นั้นก็ควรจะได้รับโอกาสในการพิจารณาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี (ที่ควรจะมีอยู่บ้าง) และก็อย่าไปคาดหวังคำสัญญาจากผู้ที่มาเดินหาเสียงให้เสียอารมณ์ทีหลัง เพราะควรจะชาชินกับเรื่องเก่าๆ เสียที

เพราะทุกวันนี้กำลังเอือมระอากับทุกคำพูดของนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์(ของตัวเอง)เต็มทนแล้ว

ของแถมจากคู่มือประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ส. 2554


ตรวจสอบรายชื่อ
1. ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งที่ปิดไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และจากหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ส่งถึงเจ้าบ้าน
2. กรณีชื่อตนเองหายไปหรือมีชื่อบุคคลอื่นเกินมาในบัญชีรายชื่อ ให้แจ้งเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นก่อนวันเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 10 วัน (ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2554)

หลักฐานใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้ง
1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุก็ใช้ได้
2 บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มี รูปถ่ายและมีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้ถือบัตร เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใบขับขี่ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)

ขั้นตอนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.
1. ตรวจสอบรายชื่อและลำดับที่จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือ จากหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ส่งไปยัง เจ้าบ้านหรือทาง www.khonthai.com
2. ยื่นบัตรประชาชน และลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
3. ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งพร้อมรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
4. เข้าคูหาลงคะแนน ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในช่องทำเครื่องหมาย
- บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต เลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว
- บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เลือกพรรคการเมืองได้เพียงพรรคเดียว
- หากไม่ต้องการเลือกใครหรือพรรคการเมืองใดให้ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน
5. พับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 บัตรให้เรียบร้อยและใส่บัตรทีละบัตรลงในหีบบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทด้วยตนเอง

ข้อห้ามกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
1. ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมการซื้อเสียง
2. ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
3. ห้ามหาเสียงและห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
4. ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
5. ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนียวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
6. ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
7. ห้ามฉีกบัตรเลือกตั้ง หรือทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
8. ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้วด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด
9. ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
10. ห้ามเผยแพร่หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง(โพลล์) ในระหว่าง 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง (เวลา 15.00 น.)

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเหตุทุจริต
เมื่อพบเห็นการทุจริตเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินสิ่งของ หรือการเรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน ให้ช่วยกันแจ้งเบาะแสหรือรวบรวมหลักฐานการทุจริตแจ้งต่อตำรวจในพื้นที่หรือแจ้งให้ กกต. ได้รับทราบในหลายช่องทาง เช่น สายด่วนเลือกตั้งโทร.1171
ศูนย์ปฏิบัติการข่าว ฯ ในความรับผิดชอบศูนย์อำนวยการสืบสวนสอบสวน การเลือกตั้ง ส.ส. (ศอส.) โทร. 0-2141-8049-51
สำนักงานคณะกรรมการการการเลือกตั้ง อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โทร.0-2141-8888
หรือ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัด

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

ความจริงที่มีที่มา


....จากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

นายกล้า ณ บ้านนอก โชคไม่ดีที่เกิดมาจากชาวนาผู้แสนยากจนตามความคิดของคนเมืองและของตนเอง บิดามารดาเพียรพยายามที่จะให้นายกล้า ได้เข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนในหมู่บ้านของตน โดยมุ่งหวังที่จะให้บุตรชายได้รับการศึกษาขั้นสูงสุด เท่าที่จะทำได้เพื่อหลีกหนีจากสภาพของการเป็นชาวนาตามสายเลือด แต่ทว่า นายกล้า ก็ทำได้เพียงเข้าโรงเรียน ไปตามหน้าที่และตามคำกำชับของบุพการีเท่านั้น แต่สิ่งที่นายกล้ามุ่งหวังนั้นแตกต่างจากผู้ให้กำเนิดมากมาย เพราะการได้เที่ยวเตร่ไปกับหมู่เพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน เล่นการพนัน สูบบุหรี่ กินเหล้า จีบผู้หญิงตามอย่างชายชาตรีโดยใช้เงินของผู้ให้กำเนิดอย่างสบายมือ นั่นต่างหากที่เป็นความปราถนาอันแรงกล้าของเขา การบีบบังคับให้บุพการีต้องเจียดแบ่งขายที่นาบางส่วนไปซื้อรถจักรยานยนต์ซักคันเมื่อตอนอายุ 14 จึงเป็นก้าวแรกของการแสดงถึงอำนาจเหนือเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันในหมู่บ้าน ก้าวต่อไปของนายกล้าคือการขอให้บุพการี ขายที่นาอีกหลายแปลงในการซื้อรถยนต์ปิคอัพอีกหนึ่งคัน เหตุผลก็เพื่อทำการค้าส่วนตัวในการสร้างฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวตนเองที่สร้างขึ้นมาในวัยเพียง 19 ปี แต่ทุกอย่างยังเป็นเพียงความหวัง ขณะที่อาชีพของนายกล้ายังเป็นช่องว่างอยู่อย่างนั้นกลับใช้เงินทองของพ่อแม่ในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนพ้องและคนทั่วไปอย่างไม่เสียดาย เป็นคนไร้อาชีพที่ร่ำรวยในสายตาของชาวบ้าน แม้ว่าบางครั้งจะเติมลงไปว่าอาชีพชาวนาก็ตาม

วันเวลาที่ผ่านไป เพื่อนฝูงหลายคนในหมู่บ้านย้อนกลับมาหาพ่อแม่ด้วยเสื้อผ้าในเครื่องแบบหลากหลายจากการเข้าไปศึกษาเล่าเรียนจากหลายทิศหลายทาง ทำให้นายกล้า เริ่มจะรู้สึกถึงสิ่งที่เป็นช่องว่างของคำว่าอำนาจบารมีกับศักดิ์ศรีที่แท้จริง นายกล้าเริ่มมองย้อนกลับไปในโรงเรียนที่ตนหลีกลี้หนีมา เริ่มมองเห็นข้อจำกัดของความรู้ที่ตนเองได้รับ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้นายกล้าสำนึกในข้อผิดพลาดของตน กลับมองไปในจุดที่ผู้ให้กำเนิดของตนเป็นและส่งผ่านมา นั่นคือการเป็นชาวนา นายกล้ามองว่าการเป็นชาวนาคือข้อผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น เป็นสิ่งที่กำหนดให้เขาไม่สามารถเล่าเรียนศึกษา ต้องขาดความรู้ในปัจจุบัน

ด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆ นายกล้าก็เสนอทางเลือกให้กับพ่อแม่ด้วยกิจกรรมรวยทางลัดหลายวิธี
  • การนำเงินเก็บที่มีอยู่มาลงทุนในการปล่อยเงินกู้ให้กับคนในหมู่บ้าน
  • เลิกทำนาแต่ให้คนอื่นเช่านาทำโดยการเก็บค่าเช่าราคาแพง
  • เปิดร้านค้าสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน ปิดประตูการแข่งขันของรายอื่่น
  • เปิดร้านเกมส์ 24 ชั่วโมง เป็นศูนย์รวมของเด็กในหมู่บ้านตลอดจนหมู่บ้านใกล้เคียง
  • ผูกสัมพันธ์กับข้าราชการในพื้นที่และทำความคุ้นเคยกับพ่อค้านายทุนต่างพื้นที่
นายกล้า กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งในเครื่องแบบสีกากีที่น่านับถือด้วยตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน โดยไม่ต้องสนใจว่า พ่อต้องหมดเงินทองหรือเสียวัวควายไปกี่ตัวในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในไม่กี่ปีต่อมา นายกล้า ยังคงยืดอกเชิดหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยตำแหน่งกำนัน ขณะที่บิดาต้องสูญเสียวัวควายไปเกือบหมดฝูงกับที่นาอีกหลายแปลงไปก่อนการเลือกตั้ง มีแต่เสียงชมเสียงสดุดีจากลูกบ้านซึ่งออกเสียงลงคะแนนให้ในฐานะที่เขาเป็นบุตรชายของชาวนาคนหนึ่งในหมู่บ้าน แต่ส่งผลให้ นายกล้ามองไปไกลถึงฐานะที่เป็น ส.ส.ภายในจังหวัดนั้น

ตำแหน่ง สมาชิก อบต. และตำแหน่ง นายก อบต.เป็นสิ่งที่หนุนให้นายกล้า ก้าวเช้าไปชิงตำแหน่ง ส.จ.ในระดับจังหวัด เพราะได้รับแรงหนุนจากผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็น ส.ส.ของจังหวัด ที่นายกล้าเป็นหัวคะแนนทุ่มเทหาเสียงให้มาโดยตลอด และที่สนามการแข่งขันนั่นเอง นายกล้าได้พบกับการพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในชีวิตอันแสนรุ่งโรจน์ แม้จะต้องสูญเสียฝูงวัวควายทั้งหมดไปก็ตาม นายกล้า สอบตกอย่างไร้วี่แววของสัญญาณเตือน แม้แต่ตนเองยังนึกหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไม "นาย" ที่รับปากเขาเป็นมั่นเหมาะแล้วว่า "ต้องได้" และส่งลูกชายของตัวเองที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ "แกล้งลงสมัคร" มาเป็นคู่แข่ง แต่คะแนนเสียงเกือบทั้งหมดไปกองอยู่ที่คน "แกล้งลงสมัคร" อย่างท่วมท้นเกือบ 3 หมื่นคะแนน ขณะที่คะแนนเสียงของเขาเหลืออยู่เพียง 23 คะแนน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นของครอบครัวและเพื่อนสนิทเท่านั้น

คคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่นายกล้าจะคิดออกว่าเขาเป็นใคร?

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Skull Belt Buckles